เรียกว่าในช่วง กว่า 10 ปีหลังมานี้ เป็นยุคแห่งการก้าวกระโดดจากยุคอนาล็อค สู่ยุคดิจิตอล  ก็ว่าได้ ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ล้ำไปไกลมาก ตามกระแสโลกที่หมุนเร็ว เชื่อมโยงกันได้หมด  โดยเฉพาะความสะดวกสบาย และวิวัฒนาการใหม่ๆ  ในการทุ่นประหยัดแรงงานคนที่ไม่หยุดยั้ง ทำให้ผู้คนสมัยนี้ แทบไม่ต้องลงแรง หรือลำบากเสียเวลา ในการใช้ชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบแข่งขันกันเลยทีเดียว


เช่นเดียวกับบริษัทผู้นำด้านธุรกิจเคมีภัณฑ์  อันดับต้นๆของประเทศไทยอย่าง   "บริษัทพีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)"  ที่ยังคงพัฒนาศักยภาพ  ทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีการผลิต รวมไปถึงปรับปรุงโครงสร้างการทำงานขององค์กร   ค้นคว้าผลิตสินค้าขึ้นเองได้คุณภาพสูงทัดเทียมกับสินค้านำเข้า  จนเป็นผู้นำในตลาด Hospitality Industry   (การบริการต้อนรับ การสร้างความสุข) ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ การโรงเเรม การท่องเที่ยว การบริการ มาเป็นเวลายาวนานกว่า 28 ปี  ซึ่งปัจจุบัน มีโรงแรมชั้นนำกว่า 800 แห่งทั่วประเทศเป็นลูกค้าหลัก  และยังขยายเติบโตมีผู้ร่วมลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง  กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ได้อย่างแข็งแกร่ง มีรายได้รวมเติบโตอย่างมั่นคง เป็นจำนวนหลายร้อยล้านบาท

 

 

และยิ่งตอกย้ำการประสบความสำเร็จ  มากขึ้นไปอีก  หลังการร่วมออกบูธแสดงสินค้า   ในงานFood & Hotel Thailand 2013 (FHT2013)   เมื่อ  4-7 กันยายน 2556  ที่ผ่านมา  ณ  ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา   ซึ่งเป็นงานรวบรวมผู้จัดแสดงสินค้าจากทั่วโลกและตัวแทนประเทศต่าง ๆ  โดยได้รับความสนใจจากตัวแทนกลุ่มธุรกิจนานาชาติ ที่เข้าเยี่ยมชม ศัพยภาพ และนวัตกรรมสินค้าผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของ ธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในเครือบริษัท พีรพัฒน์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องล้างจาน เครื่องจักรทำความสะอาด อุปกรณ์ทำความ  สะอาด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด  ผลิตภัณฑ์ด้านสระว่ายน้ำ  กลุ่มเคมีอุตสาหกรรม  ผลิตภัณฑ์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มประหยัดพลังงาน    รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านสุขอนามัย เป็นต้น

 

คุณสืบพงศ์ เกตุนุติ กรรมการผู้จัดการ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เผยว่า   กลุ่มธุรกิจ ของ  บริษัทพีรพัฒน์ฯ มุ่งสู่ตลาดของ  Hospitality  ซึ่งจัดเป็นกลุ่มสันทนาการ เกี่ยวกับพวกเซอร์วิส  เน้นการทำความสะอาดเป็นหลัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ ในเครือบริษัท พีรพัฒน์  มีทั้งเครื่องจักร  น้ำยา และการบริการที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องทั้งหมดครบวงจร   เพื่อให้กลุ่มลูกค้า อัพเกรดมาตรฐานกลุ่มธุรกิจบริการของตัวเองได้ดีขึ้น   

 

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ของ บริษัทพีรพัฒน์ฯ  นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง  ตามมาตรฐานประเทศฝั่งตะวันตก 

 

                    สืบพงศ์ เกตุนุติ กรรมการผู้จัดการ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

                               บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)

 

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์สินค้าของ กลุ่มบริษัทพีรพัฒน์ มีผลิตภัณฑ์มากกว่า  300 รายการ ด้วยกัน  แบ่งแยกสัดส่วนในกลุ่มน้ำยาเคมีและเครื่องจักรปริมาณไล่เลี่ยกัน แต่ในอนาคตแนวโน้มในทางเครื่องจักรจะมีมากขึ้น  เนื่องจากหลายกลุ่มธุรกิจต้องการลดแรงงานคน เสริมไม่ว่าจะเป็น เครื่องเครื่องล้างภาชนะ (แก้ว จาน ชาม ฯลฯ)  อุปกรณ์สระว่ายน้ำ (ปั๊มน้ำ เครื่องกรอง เกลือ คลอรีน แปรงขัด ฯลฯ)  หรือที่ได้รับความนิยมในกลุ่มประหยัดพลังงาน   ก็คือ  Heat Pump  หรือ เครื่องทำน้ำร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่อง ทำน้ำร้อนแบบอื่นๆถึง 4 เท่า  จากการเปลี่ยนความร้อนจากอากาศ มาเป็นพลังงานความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าเพียง 25% เท่านั้น   นอกจากนี้ ยังมีสินค้าฉลากเขียว   ที่ตอบสนองการเป็นผลิตภัณฑ์รักษาสิ่งแวดล้อมม ซึ่งบริษัทฯมีสินค้าและ เทคโนโลยีที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม  จำหน่ายอยู่หลายรายการ ในประเภทผลิตภัณฑ์ด้านซักรีด  ด้านครัว และแผนกแม่บ้าน  

 

 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีรพัฒน์ ระบุว่า   ไม่เพียงแต่ที่เดิมที่กลุ่ม ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท เท่านั้นที่เป็นลูกค้าหลักของทางบริษัท แต่ปัจจุบัน   กลุ่มตลาดได้ขยายฐานกว้างมากขึ้น ไปยังสถานศึกษา โดยเฉพาะ ตาม Canteen (โรงอาหาร)  ของนศ.ระดับปริญญาโทและเอก ที่พิเศษกว่าทั่วไป    ห้องพักฟื้นตามโรงพยาบาลต่างๆ   รวมถึงคลับเฮ้าส์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์   หรือแม้กระทั่งฟิตเนส ที่ต่างก็เป็นกลุ่มลูกค้าที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สินค้าของกลุ่มบริษัทพีรพัฒน์มากขึ้น   นั่นจึงเป็นเหตุให้ในประเทศไทย  กลุ่มธุรกิจบริการเหล่านี้ ส่วนใหญ่ รู้จักชื่อ  "พีรพัฒน์"  ดีอยู่แล้ว  เนื่องจากดำเนินการด้านธุรกิจและพัฒนาคุณภาพต่างๆ มายาวนาน  มีสินค้าหลากหลาย 

 

ขณะเดียวกัน การขยายไปตลาดต่างประเทศก็ยังต้องใช้เวลา  แม้หลายๆชาติ  จะยอมรับ ความเป็นผู้นำ(Leader) ตลาดผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมของกลุ่มพีรพัฒน์ แต่ในเรื่องของ แบรนด์ (Brand) อาจต้องใช้เวลาพอสมควร

 

 

ก่อนที่ประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะก้าวเข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 นี้  คุณสืบพงศ์ว่า ทางกลุ่มบริษัทพีรพัฒน์ พร้อมรับมือกับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ยิ่งมีศักยภาพมากยิ่งขึ้นเข้าไปอีก   ซึ่งปัจจุบัน มีการผนึกกำลังร่วมกันในการขยายตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์ กับ กลุ่มประเทศ   C L M V  คือ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม  อยู่แล้ว โดยมีตัวแทนกระจายยังประเทศต่างๆ   และกำลังขยายตลาดไปยังประเทศศรีลังกา และบังคลาเทศ   ซึ่งที่ผ่านมา การลงทุนไม่เยอะมาก เพราะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม  (Niche Market)   จะเน้นหนักที่  "ทุนมนุษย์" หรือ   Human Capital    ซึ่งต้องเทรนด์คน ในเรื่องของการ ให้ความรู้ ในการใช้เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ที่ทางกลุ่มบริษัท เป็นตัวแทนจำหน่ายสั่งซื้อเข้ามา

 

ด้วยความที่โลกในยุคปัจจุบัน ตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการประหยัดพลังงาน กลุ่มบริษัท พีรพัฒน์ฯ ก็ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว เป็นนโยบาย พันธกิจและวิสัยทัศน์ มาโดยตลอด คุณสืบพงศ์  กล่าวว่า   การลดมลพิษน้ำและอากาศ   ที่สำคัญ คือ การลดใช้สารเคมี   ดังนั้น เทคโนโลยีสมัยนี้ จึงเอื้ออำนวย ให้มีการใช้เครื่องจักรแทนสารเคมี  และเครื่องจักรเหล่านี้ ก็มีแนวโน้มราคาถูกลงด้วย  คาดว่า  ใน 10 ปีข้างหน้า การใช้สารเคมีจะลดลงมาก    ในส่วนของกลุ่ม พันพัฒน์ ปัจจุบัน วัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยุโรป รวมถึงจีน   ยังอยู่ในส่วนปริมาณ  70 เปอร์เซ็นต์  ขณะที่ในประเทศ  30 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในประเทศ   โดยทาง บริษัทฯ  มีความเชี่ยวชาญอย่างมาก ในการหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก มาวิจัยและพัฒนา ในห้องแล็ป รวมถึงผลิตออกมาเป็นสินค้า ภายใต้โรงงานใหญ่  ที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี

 

 แม้จะเป็นผู้นำตลาด ในกลุ่ม Hospitality  แต่เราจะเห็นได้ว่า การเข้ามาของสินค้าที่ผลิตจากประเทศจีน ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เข้ามาตีตลาด และอาจจะดึงกลุ่มลูกค้าบางส่วน ให้หันไปใช้สินค้าจากแดนมังกร ซึ่งอาจมีราคาที่ถูกกว่า และหาซื้อได้ง่ายกว่า คุณสืบพงศ์  สร้างความมั่นใจว่า   ขณะนี้ สินค้า ผลิตภัณฑ์จากจีน ไม่ได้มีผลกระทบกับกลุ่มบริษัทพีรพัฒน์ เลยแม้แต่น้อย   ด้วยคุณภาพไม่ได้เทียบเท่ากับ ผลิตภัณฑ์ที่ทางกลุ่มบริษัทดำเนินอยู่แม้แต่น้อย  ซึ่งต้องยอมรับว่า จีนผลิตสินค้าเก่ง แต่ใช้สินค้านั้นๆ ไม่เป็น ที่ผ่านมารับจ้างผลิตเสียส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้มาตรฐานในการจะเป็นเจ้าตลาด ครอบครองส่วนแบ่งทางการค้า  ทั้งยังมองว่า จีนต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 5 ปี ถึงจะเจาะตลาดได้  จึงไม่น่าห่วงมากนัก

 

 

อย่างไรก็ตาม คุณสืบพงศ์ ยังได้สะท้อนฝากไปยังภาครัฐบาล   โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการส่งออก ที่ดูแลเรื่องการขยายตลาดของ กลุ่มธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ของคนไทยไปยังต่างประเทศ ว่า  ต้องมีการสนับสนุนมากขึ้นกว่านี้    ที่ผ่านมาภาครัฐยังไม่พร้อมในหลายๆด้าน ที่จะสนับสนุนผลักดันบริษัทของคนไทย ให้เป็นที่ยอมรับในนานาชาติ   ซึ่งในส่วนของกลุ่มบริษัทพีรพัฒน์ฯ เอง ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะขยายตลาดลงทุน ไปยังชาติต่างๆ เนื่องจากอยู่ในช่วงเตรียมตัวเข้าสู่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

"ที่ผ่านมา ภาครัฐ ยังไม่เข้าใจ ว่า จะทำอะไร อย่างไร  ตอนนี้ กลุ่มบริษัท   Hospitality  ของไทยเป็นมหาอำนาจ อันดับ 1 ในอาเซียน ไม่มีใครสู้เราได้   เนื่องจากมีนักท่องเที่ยว เข้ามาถึง  24 ล้านคน ต่อปี  จากความใหญ่นี้  รัฐบาล หรือ กลุ่มเอสเอ็มอี น่าจะเข้ามา ดูว่าเรามีความแข็งแกร่ง   ที่ผ่านมา มีการรวมกลุ่มที่จะออกไปต่างประเทศ    ซึ่งภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุน  เริ่มจากผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม  รีสอร์ท การท่องเที่ยว การบริการ  ที่เป็นกลุ่มเครือๆเดียวกัน (Chain)     ถ้ามีเชน ของคนไทยขยายไป  ซัพพลายเออร์ (องค์กรที่จัดหาสินค้าและบริการให้) ก็จะขยายไปด้วย เราอยากให้มองตรงนั้น "    ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)  ทิ้งท้าย 

 

ที่มา : http://www.matichon.co.th

การลงทุนสัมพันธ์
พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
406 รัชดาภิเษก สามเสนนอก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทรศัพท์ 0 2290 1200 โทรสาร 0 2290 1249
Online Network
Peerapat Group
Copyright 2012 Peerapat Technology Plc. All right reserved.